หนังสือ..(ไม่)ไร้สาระ

posted on 30 Jun 2015 18:29 by giftgiftjung
ดีจ้า!!! <<<จะไปดีจ้ากะใครเนี่ยเรา(ท่าจะบ้า)
เราเปิดบล๊อคไว้นานเป็นชาติแล้วล่ะแต่ไม่ค่อยจะอัพอะไรเท่าไร
คอยแต่สอดส่องสาระแนอ่านของคนอื่นเค้าไปเรื่อยเปื่อยจนหาแก่นสารไม่ค่อยจะได้
ก็พอเข้าใจว่าเราเองเป็นคนขี้เหงาอะนะ ส่วนใหญ่ถ้าว่างก็ชอบอ่านหนังสือ(โดยมากก็คือการ์ตูน)
หรือไม่ก็โทรไปคุยกับเพื่อนสนิทมากกว่า
บางครั้งดูหนัง อ่านหนังสืออะไรมา อยากคุย อยากวิจารณ์ ก็โทรหาเพื่อน วันๆหนึ่งคุยมากกว่าแฟนซะอีกมั๊งเนี่ย
(555555+)
 
พอดีว่าเมื่อวันก่อนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่เรื่องหนึง ที่นางเอกเป็นคนชอบวือ(คือคล้ายเรามาก)
พอโทรหาเพื่อนบ่อยๆแล้วเพื่อนลำคาญ เลยแนะนำให้นางเอกไปเปิดบล๊อค ได้วือเต็มที่
ไอ้เราพออ่านปุ๊บก็...เฮ้ย!! ความคิดดีอะ
คือจะมีคนอ่านเปล่าไม่รู้ แต่ขอที่ระบายวึ่นวือแค่นั้น..คือพอ
 
^^สำหรับหนังสือเรื่องที่จุดประเด็นความคิดเรานี้..เป็นการ์ตูน3เล่มจบ
ชื่อเรื่องว่า "LOVE BLOG คลิกรักให้ลงล๊อค" ของ Fujiwara Akira ค่ายบงกช
ใครสนใจลองหาอ่านกันได้ค่ะ(ความรักทั่วไปไม่ค่อยมีไรวิจารณ์..ลองหาอ่านดูค่ะ)
 
เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีว่า(โหย!!เกรินนำซะยาวยังไม่เข้าเรื่องอีกหรอ!!!!)
 
วันนี้ที่เราตั้งใจจะมาพูดถึงคือหนังสือการ์ตูนที่ว่ากันถึงการขโมยของค่ะ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือ4เล่มจบ เห็นลดราคาอยู่ในเซเว่นเลยหยิบมากองไว้ เพิ่งจะได้แกะมาอ่านก็วันนี้นี่เอง
ชื่อเรื่องว่า "แก๊งสาวซ่า จิ๊กวัดใจ" เป็นแนวดราม่า-โรแมนติก(เป็นโรแมนติกที่เบาบางมาก)
ของ Reiko Momochi ค่ายบงกชอีกตามเคย...บ้านเราค่ายนี้เยอะมากอาจจะวิจารณ์ค่ายนี้ส่วนใหญ่นะคะ
 
 
ย้ำอีกครั้งว่ามีสปอยนะคะ ใครไม่ชอบปิดค่ะปิดอย่าอ่านต่อเด็จขาด
 
 
ด้วยความโรคจิตส่วนตัวที่ชื่นชอบอ่านการ์ตูนแนวดราม่า(แต่ดูหนังดราม่าไม่เคยได้)
เรารู้สึกประทับใจกับการดำเนินเรื่องของเรื่องนี้มากเลยล่ะค่ะ
เพราะเรื่องเปิดมาให้ตัวเอกดูเป็นสาวใสซื่อดูมีจิตสำนึกดี
แต่ไม่มีใครคบตามแบบฉบับของดราม่านักเรียนญี่ปุ่น
ตัวเอกเผลอไปหยิบของในซุปเปอร์ใส่กระเป๋าตัวเองแบบไม่ตั้งใจชิ้นนึง
ทีแรกนั้นก็กลัวความผิดเหมือนคนปกติทั่วไป
แต่ทว่าเผลอไปโกหกเพื่อนในห้องว่าได้มาฟรีจากพี่สาวจนเพื่อนอยากได้อีก
ด้วยความที่อยากมีเพื่อนที่ห้อง ก็ต้องไปแอบขโมยของมาอีกเรื่อยๆ
นานเข้าก็เลิกไม่ได้...พอจะเลิกก็มีแต่ถูกตราหน้าว่าอดีตขโมย
(ส่วนที่เหลือลองหาซื้อมาอ่านดูค่ะ คนเขียนเขียนบทสรุปได้ดีพอสมควร)
 
ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดเพราะเราเองเมื่อก่อนก็เคยแอบหยิบของใส่กระเป๋ากลับบ้านมาแบบนี้เหมือนกัน
จำได้ว่าเด็กมากน่าจะสัก ป.1-ป.2 คือช่วงนั้นเซเลอร์มูนดังมาก
แล้วพ่อเราพาไปซื้อขนมตามร้านค้าทั่วไป
ตอนเดินๆเลือกอยู่พอดีตาไปเห็นสติ๊กเกอร์ลายเซเลอร์มูนสวยมาก เลยหยิบใส่กระเป๋ามาชิ้นนึง
ตอนนั้นถามว่ารู้มั๊ยว่าขโมยของมันผิด รู้ แต่ไม่คิดว่าจะผิดมาก ก็แค่สติกเกอร์อัน1บาท
พอใส่กระเป๋ากลับบ้านได้ กลับรู้สึกตื่นเต้น เฮ้ย!คือมันเจ๋งอะ ไม่ต้องจ่ายเงินก็ได้
มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่2,3,4 ตามมา โดยทุกครั้งที่หยิบก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
ตอนนั้นเริ่มไม่สนตัวสตก.แล้วอะบอกตรงๆ คิดแต่ว่าตื่นเต้นดี ชอบๆ
จนมาครั้งที่5 พ่อจับได้เพราะพ่อเดินมาตามตอนเรากำลังล้วงกระเป๋าพอดี
โดนเขกหัวไปทีนึงเน้นๆ แล้วถามว่าทำแบบนี้ทำไม
วินาทีนั้นความรู้สึกตื่นเต้นหดหายไปหมด อยากร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเจ็บหัว แต่เพราะรู้สึกผิดมาก
พ่อบอกให้เอาไปคืนพี่ที่คิดเงินให้หมดแล้วพาไปขอโทษพี่เค้าตรงๆ
ระหว่างนั่งรถกลับพ่อก็บอกว่า "พ่อเสียใจ พ่อเป็นตำรวจแต่ลูกกลับมาขโมยของเค้า"
คำพูดพ่อแทงฉึกไปถึงขั้วหัวใจเลยล่ะค่ะตอนนั้น แอบบอกกับตัวเองในใจว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก
เสียใจที่พ่อจับได้ ยังไม่เท่าเสียใจเพราะพ่อพูดคำนั้น และทั้งหมดมันคือความผิดของเราเอง
 
ตั้งแต่นั้นเราก็ไม่เคยทำแบบนั้นอีกเลย...จนกระทั่ง
ช่วงเราอายุ23(มั๊ง)เรามาทำงานบ้านญาติ ญาติเค้าเปิดร้านเช่าชุดอยู่หาดใหญ่
ด้วยความที่เราย้ายไปอยู่กับพ่อที่สิงห์บุรี(พ่อแม่เลิกกัน)ตั้งแต่ ป.3
การจะกลับมาทำงานกับญาติ(ข้างแม่)ที่บ้านเกิดดูจะอบอุ่นที่สุดแล้ว
เราช่วยเค้าทุกๆอย่าง ตั้งแต่ดูแลทั้งลูกค้าและในบ้าน และแน่นอนรวมไปถึงเรื่องเงินในร้านด้วย
น้าเราเค้าไว้ใจให้กุจแจลิ้นชักเก็บเงินไว้กับเรา
วันๆนึงเงินเข้าร้านเยอะมากเพราะหาดใหญ่กับร้านเช่าชุดรุ่งมากอะบอกเลย
และแน่นอนก่อนจะไว้ใจให้เราเก็บเงินให้เค้า เค้าก็ต้องพูดคุยกับเราก่อนตามประสาห์ญาติๆ และนายจ้าง
เค้าพูดคุยถึงลูกน้องคนเก่าที่ขโมยชุดในร้านเค้าไปปล่อยต่อ
บางคนไว้ใจมากก็แอบขโมยเงินโน้นนี่ กว่าจะจับได้ก็หมดไปหลาย
แล้วเค้าก็ย้อนถามเราว่าเราเคยขโมยของไหม?
บอกตรงๆเราเองโคตรซื่อ(หรือโง่ไม่รู้) ก็เล่าเหตุการณ์ที่เคยขโมยสตก.เมื่อครั้งยังอยู่ ป.1ให้เค้าฟัง
ด้วยตอนที่เล่านั้นก็บอกเค้าทั้งหมดถึงสิ่งที่พ่อพูดและความเสียใจที่เรามีต่อการกระทำในครั้งนั้น
 
เพราะคิดแต่ว่า หากเราต้องการสิ่งใด จงบอกอีกฝ่ายไป เค้าจะได้เข้าใจเรา<<ความคิดนี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ..จำชื่อหนังสือกับคนเขียนไม่ได้
รู้แต่ว่าเค้าพูดถึง "หน้าต่างสี่บานของโจฮารี่"

โดยไม่คิดว่า น้าจะตีความเป็นอื่น...เราเปิดเผยเพราะต้องการให้น้าเค้ารู้ว่าเราไม่มีทางขโมยแน่
แต่น้ากลับตีความไปว่า อดีตเราเคยขโมยของ ไว้ใจไม่ได้
เราไม่เคยรู้เลยว่าน้าไม่เคยไว้ใจเรา รอบร้านมีกล้องวงจรปิด เราเองก็อุ่นใจ
หลายครั้งเรากวาดพื้นหน้าร้านพอเจอเงินเราก็เก็บใส่ลิ้นชัก(แบงค์พันบ้าง ห้าร้อยบ้าง ขยันทำหล่นจริง)
บางครั้งเราก็บอกเค้าว่าเราเจอเงินนะ ใส่ลิ้นชักไปแล้ว เค้าก็จะบอกว่ามิน่าเงินหาย...เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆเราก็ไม่คิดอะไร
จนพอนานวันเข้า เค้าเริ่มอารมณ์ฉุนเฉียวใส่ และหาว่าเราขโมยเงิน
เราพยายามอธิบายแต่เค้าไม่ฟัง และพูดแต่ว่าเราเคยขโมยของมา มันต้องอดไม่ได้แน่
เราเองได้แต่เสียใจ ที่พยายามทำดีเท่าไรเค้าไม่เคยเห็นเลย
สุดท้ายเราทนให้เค้าตราหน้าว่าเป็นนางโจร ทั้งๆที่ไม่ได้ทำไม่ไหวจึงออกมาหางานทำใหม่
แม้จะเงินเดือนน้อยกว่าเก่าครึ่งหนึงจากที่เก่าที่ทำกับน้า แต่ก็สบายใจกว่ากันเยอะ
 
ที่วือเรื่องตัวเองมาถึงขนาดนี้ก็เพราะจะเอามาโยงกับการ์ตูนว่า ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าหนังสือไหนๆ
แม้ในการ์ตูน ตอนจบจะไม่ได้สวยงามเท่าไร แต่ชีวิตจริงมันยิ่งกว่านั้น
 
ตัวเอกในการ์ตูนเพราะรู้สึกผิด ตอนหลังเลยพยายามทำทุกทางเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าฉันจะไม่ทำแล้ว
แต่มันก็ไม่มีบทสรุปมาว่าแล้วตัวเอกใช้ชีวิตต่อไปยังไง?
หรือโดนสังคมคิดกับเค้าไปในทางไหนยังไง...เพราะหน้ากระดาษหมด
 
แต่ชีวิตจริง เรายังต้องเจอกับคนหลายประเภท คิดดี คิดไม่ดี ไว้ใจ ไม่ไว้ใจ
ที่เราเล่ามานี่ไม่ได้ต้องการให้ว่าน้าเราว่าเป็นคนใจแคบหรืออะไรนะ เพราะเค้าก็มีสิทธิ์ที่จะคิดระแวงเรา
ตอนที่เราลาออกมาเรายังแอบเสียใจว่าเราไม่น่าพูดความจริง ไม่น่าบอกว่าเคยขโมยสตก.
ถ้าเราไม่บอกเค้าก็ไม่รู้เป็นความลับตลอดไป แต่เราจะอึดอัดมั๊ยถ้าไม่พูดความจริง?
คนพูดความจริงทั้งหมด ไม่โกหก หาที่ยืนในสังคมยากใช่มั๊ย
หรือสังคมต้องการคนที่ใส่หน้ากากเข้าหากัน เวลาจะเจอคนอื่นต้องสวมอวตารเป็นคนดีบริสุทธิ์ไม่เคยทำผิดใส่งั๊นหรอ?
ทั้งๆที่เบื่องหลังนี่ทำอะไรร้ายๆไว้ตั้งมากมาย หลายอย่างเลิกไปแล้ว หลายอย่างก็ยังทำ
 
ก่อนหน้านี้(นานแล้วล่ะ)เราได้ดูโฆษณาชุดหนึ่ง ที่พูดถึงการลดอคติ
ที่ว่าลูกเคยขโมยเงินแม่ไปซื้อยา พอลูกมาขอเงินแม่ แม่ก็กลัวจะเอาไปซื้อยาอีกทั้งๆที่ก็รู้ว่าลูกเลิกยาไปแล้ว
ตอนนี้ในสังคมยังมีคนอคติอยู่อีกมาก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำอย่างไร คนเราถึงจะลดอคติลงได้
 
คนที่เคยทำไม่ดีจะกลับใจไม่ได้เลยหรอ...แล้วคุณล่ะเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าที่มีอคติต่อคนรอบข้าง?